
    <rss 
      xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
      xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
      xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
      xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/" 
      xmlns:typefully="https://typefully.com/profile"
      version="2.0">
      <channel>
        <title>Perth Woratana 🇦🇺🇹🇭 (@woraperth)</title>
        <link>https://typefully.com/woraperth</link>
        <description>🦘 Data Analytics Engineer in Australia 🔥 แชร์เรื่อง Data, การสร้างธุรกิจเล็ก ๆ สร้างรายได้เสริม อย่างมีความสุข ⚡️ อยากช่วยคนนำความถนัดของตัวเองมาสร้างรายได้</description>
        <pubDate>Mon, 02 Feb 2026 09:32:38 GMT</pubDate>
        <lastBuildDate>Mon, 02 Feb 2026 09:32:38 GMT</lastBuildDate>
        <generator>Typefully</generator>
        <image>https://screenshots.typefully.com/screenshot?size=1200x640&amp;url=https://typefully.com/woraperth/card</image>
        <atom:link href="https://typefully.com/woraperth" rel="self" type="application/rss+xml"/>
        
    <item>
      <guid>https://typefully.com/woraperth/ai-Yvre58e</guid>
      <title>AI ช่วยเขียนโค้ด: ประโยชน์และข้อจำกัด</title>
      <description>AI ช่วยให้เขียนโค้ด “เก่งขึ้น” มั้ย?

วันนี้ได้อ่านงานวิจัยจาก Anthropic (คนสร้าง Claude - และเป็น AI ตัว top ที่คนใช้เขียนโค้ดกัน)

เค้าให้ Junior Engineer ที่ใช้ AI อยู่แล้ว 50 กว่าคน มาลองทำงานในโปรเจคใหม่ ครึ่งนึงใช้ AI ช่วย อีกครึ่งไม่ใช้

ปรากฏว่า
- กลุ่มที่ใช้ AI งานเสร็จเร็วกว่าอีกกลุ่ม เฉลี่ยไม่กี่นาที
- แต่พอให้คนสองกลุ่มนี้ทำข้อสอบว่าเข้าใจโค้ดแค่ไหน (ข้อสอบ clos…</description>
      <link>https://typefully.com/woraperth/ai-Yvre58e</link>
      <pubDate>Mon, 02 Feb 2026 09:32:38 GMT</pubDate>
      <content:encoded><![CDATA[AI ช่วยให้เขียนโค้ด “เก่งขึ้น” มั้ย?<br><br>วันนี้ได้อ่านงานวิจัยจาก Anthropic (คนสร้าง Claude - และเป็น AI ตัว top ที่คนใช้เขียนโค้ดกัน)<br><br>เค้าให้ Junior Engineer ที่ใช้ AI อยู่แล้ว 50 กว่าคน มาลองทำงานในโปรเจคใหม่ ครึ่งนึงใช้ AI ช่วย อีกครึ่งไม่ใช้<br><br>ปรากฏว่า<br>- กลุ่มที่ใช้ AI งานเสร็จเร็วกว่าอีกกลุ่ม เฉลี่ยไม่กี่นาที<br>- แต่พอให้คนสองกลุ่มนี้ทำข้อสอบว่าเข้าใจโค้ดแค่ไหน (ข้อสอบ close book ห้ามถาม AI) ปรากฏว่าคนกลุ่มที่ใช้ AI ทำงาน เฉลี่ยได้คะแนนต่ำกว่าอีกกลุ่ม เกือบ 20%<br><br>เค้าเลยสรุปได้ว่า:<br>การใช้ AI ช่วย ถ้าเป็นคนไม่มีสกิลเลย (ในเคสนี้ คือ โปรเจคใหม่ที่ไม่เคยเห็น) อาจต้องแลกระหว่าง "ความเร็วการทำงาน" ที่เร็วขึ้นเล็กน้อยเท่านั้น กับ "ความเข้าใจโค้ด" ที่จะลดลงแบบเห็นได้ชัด<br><br>บางทีการที่เราดิ้นรนเพื่อเข้าใจโค้ด พยายามแก้บั๊ก อาจจะดีกว่าในการสร้างสกิลการทำงานระยะยาว<br><br>---<br><br>จากประสบการณ์ส่วนตัว:<br>- 😂 เคสนี้ เห็นด้วยมากว่าถ้า AI ไปอยู่ในมือคนที่เริ่มต้น ไม่รู้ว่าทำอะไรอยู่ มีโอกาสเยอะมากที่จะทำให้คนนั้นโยนทุกอย่างให้ AI ทำหมด ไม่ทำอะไรเองเลย<br><br>- 👍 แต่ถ้าคนที่มี Domain expertise อยู่แล้ว (เก่งด้านใดด้านหนึ่ง) พอมี AI จะเก่งมากๆๆๆๆๆ เช่น ที่เห็นใกล้ตัวก็คือ UI Designer ที่รู้จัก ใช้ AI Vibecode ระบบ Design system เอง เชื่อมต่อกับ Figma + ระบบเว็บ แอพ เสร็จสรรพ ทำให้ดีไซน์บนแอพอัปเดทออโต้ได้เอง<br><br><img alt="Image" src="https://api.typefully.com/media-p/477addb6-aa1e-4a40-8ce3-86f25b48b32f/">]]></content:encoded>
      <typefully:post_id>Yvre58e</typefully:post_id>
      <typefully:post_type>thread</typefully:post_type>
      <typefully:pinned>false</typefully:pinned>
      null
    </item>
  
    <item>
      <guid>https://typefully.com/woraperth/ai-terminology-overview-CwiH8Tw</guid>
      <title>AI Terminology Overview</title>
      <description>รวมศัพท์ด้าน AI ที่อยากให้รู้กันไว้ สำหรับทุกคนที่สนใจสายนี้ + เบื้องหลังการทำคอร์สพื้นฐาน AI Engineer

วันก่อน ผมเพิ่งมีโอกาสได้ดู AI Engineering Report 2025 ที่เค้า Survey กับ AI Engineer 500 คนทั่วโลก

ในวีดิโอนี้ เค้าก็พูดถึงศัพท์เฉพาะด้าน Gen AI มากมาย เช่น
- LLM, RAG &lt; อันนี้หลาย ๆ คนคงรู้อยู่แล้ว แต่เดี๋ยวโพสนี้จะเล่าให้ฟัง
- Prompt Engineering: Few-shot …</description>
      <link>https://typefully.com/woraperth/ai-terminology-overview-CwiH8Tw</link>
      <pubDate>Fri, 12 Dec 2025 12:24:55 GMT</pubDate>
      <content:encoded><![CDATA[รวมศัพท์ด้าน AI ที่อยากให้รู้กันไว้ สำหรับทุกคนที่สนใจสายนี้ + เบื้องหลังการทำคอร์สพื้นฐาน AI Engineer<br><br>วันก่อน ผมเพิ่งมีโอกาสได้ดู AI Engineering Report 2025 ที่เค้า Survey กับ AI Engineer 500 คนทั่วโลก<br><br>ในวีดิโอนี้ เค้าก็พูดถึงศัพท์เฉพาะด้าน Gen AI มากมาย เช่น<br>- LLM, RAG &lt; อันนี้หลาย ๆ คนคงรู้อยู่แล้ว แต่เดี๋ยวโพสนี้จะเล่าให้ฟัง<br>- Prompt Engineering: Few-shot learning, Chain of thought<br>- Fine-tuning, LoRA<br>- Agentic AI<br>- Transformer, Multimodal<br>ฯลฯ<br><br>มาดูกันว่ามันคืออะไรกันบ้าง 🧵 <br><br><img alt="Image" src="https://api.typefully.com/media-p/119b5a79-24c2-47f6-bb18-304f4350e976/"><br><br>(2)<br>ขอเล่าก่อนว่า ถ้าเป็นผมเมื่อต้นปี 2025 ก็ยอมรับว่าไม่เข้าใจเลยว่าแต่ละคำมันคืออะไร<br><br>ผมทำงาน Data Engineering เลยไม่ได้มีโอกาสแตะสาย Gen AI เลย<br><br>และศัพท์เหล่านี้เพิ่งเป็นกระแสใน 1-2 ปีที่ผ่านมาด้วย ตอนผมเรียน Machine Learning ในปริญญาโทก็ไม่มีศัพท์พวกนี้<br><br>โชคดีว่า เมื่อต้นปี ได้มีโอกาสชวนคนไทยที่ทำงานในสาย AI มาหลายปี และเป็นชาว Deep Tech ที่ลงมือสร้าง AI ใช้จริง มาสอนคอร์ส Road to Gen AI Engineer<br><br>ผมก็เลยได้เรียนจากเทพ ๆ และได้ความรู้มาด้วย 😂<br><br>เลยมาเล่าให้ฟังแบบภาษาง่าย ๆ กัน<br><br>(3)<br>เริ่มจากศัพท์พื้นฐาน:<br>&gt; LLM = Large language model โมเดลที่รับตัวหนังสือเข้าไป และทำความเข้าใจได้ <br><br>พวกโมเดลเบื้องหลังระบบ AI ทุกอันที่เราคุย (ChatGPT, Gemini, Claude etc.) ส่วนใหญ่ก็คือ LLM นี่เอง<br><br>&gt; RAG = Retrieval-Augmented Generation มีแค่ LLM ตอบคำถามทั่วไปได้ก็จริง แต่ยังตอบคำถามเกี่ยวกับไฟล์ PDF ต่าง ๆ หรือคำถามเกี่ยวกับบริษัทไม่ได้<br><br>เลยเกิดเทคนิค ชื่อ RAG ขึ้นมา<br><br>RAG ทำให้ LLM ฉลาดขึ้น โดยการใส่ข้อมูลเฉพาะของเราเข้าไป เช่น ข้อมูลส่วนตัว, ข้อมูลบริษัท ทำให้น้องถามไวตอบไวได้นั่นเอง<br><br>(4)<br>ศัพท์ AI ที่ยากขึ้นหน่อย:<br>&gt; Prompt Engineering: Few-shot learning = การ prompt (คุยกับ AI) มีหลายเทคนิค<br><br>การทำ Few-shot learning คือ มีตัวอย่างให้ LLM หลายตัวอย่าง ให้น้อนได้เรียนรู้วิธีตอบ<br><br>จะทำให้ LLM ตอบได้รูปแบบที่เราต้องการเป๊ะ ๆ<br><br>&gt; Multimodal = LLM ที่เป็นมากกว่าตัวพ่นตัวหนังสือ เช่น ทำรูปได้ด้วย ทำวีดิโอได้ด้วย<br><br>&gt; Transformer = โมเดล Machine learning แบบหนึ่ง ที่เป็นรากฐานของ LLM ส่วนใหญ่บนโลก ไม่ว่าจะตัวฟรีหรือเสียตังค์<br><br>(อันนี้ถ้าท่านใดสนใจด้าน AI ลึก ๆ ผมแนะนำให้อ่านเปเปอร์ของ Transformer เพราะจะได้เห็นประวัติศาสตร์เลยครับ)<br><br>(5)<br>ความรู้ทั้งหมดด้านบนของผม ก็มาจากคอร์ส Road to Gen AI Engineer นี่แหละครับ อย่างที่บอกว่าระหว่างที่ช่วยจัดการเรียนการสอน ผมก็ดูดความรู้ไปด้วย 😂<br><br>R2GenAI ถูกออกแบบมาไม่ใช่คอร์สสอน AI ทั่วไป ที่สอนใช้ทูลแล้วจบ<br><br>คอร์สนี้สอนเน้น Foundation เพื่อให้เข้าใจการทำงานของ Gen AI ตั้งแต่เริ่มต้น และต่อยอดได้อย่างแข็งแกร่ง เรียนแล้วใช้ได้ยาว ๆ<br><br>เช่น จะไปทำ Agentic AI ในองค์กร, ไปพัฒนาการ Prompt ด้วยเทคนิคต่าง ๆ ฯลฯ<br><br>เพราะฉะนั้นทุกคนที่สนใจสาย AI Engineering ไม่ว่าจะจบด้านไหนมา สามารถเรียนแล้วเข้าใจได้ครับ<br><br>(6 - สุดท้าย)<br>🎁 ของขวัญในช่วง 12.12 นี้ ผมอยากทำให้คนไทยได้มีโอกาสเก่งด้าน Gen AI สู้กับคนทั่วโลกได้ครับ<br><br>ผมเชื่อว่างานสายนี้ทั่วโลกกำลังสนใจ และเป็นสกิลที่เรียนรู้แล้วนำไปใช้สมัครงานบริษัทใหญ่ หรือในต่างประเทศได้ด้วย<br><br>👉🏻 มีส่วนลด 50% ให้ทุกท่าน<br>กดลิงค์ <a href="https://go.datath.com/r2genai-flashsale" target="_blank" rel="nofollow">https://go.datath.com/r2genai-flashsale</a> ได้เลย<br>(ใส่โค้ด "1212" ถ้าโค้ดไม่ขึ้นออโต้ได้เลยครับ ❤️)<br><br>ป.ล. Flash Sale อันนี้ หมดเขตใน 24 ชั่วโมง (ถึง 6 โมงเย็น เสาร์ 13 ธันวาคม 2025)<br><br>หมดโปรแล้ว ลิงค์ด้านบนจะถูกลบทันทีครับ<br><br>เจอกันในคอร์สครับ (ไม่เจอผม แต่เจอคนสอนท่านอื่น ๆ แน่นอน 😂 )]]></content:encoded>
      <typefully:post_id>CwiH8Tw</typefully:post_id>
      <typefully:post_type>thread</typefully:post_type>
      <typefully:pinned>false</typefully:pinned>
      null
    </item>
  
    <item>
      <guid>https://typefully.com/woraperth/ai-impact-and-misconceptions-seVttCp</guid>
      <title>AI Impact &amp; Misconceptions</title>
      <description>สรุปบทสัมภาษณ์ดีมากกกก: Senior vs Junior software engineer จะอยู่ยังไง ในโลก AI

เจอประเด็นน่าสนใจเยอะมาก จากบทสัมภาษณ์ Chip Huyen อดีตนักพัฒนา AI ที่ Nvidia, Netflix

และยังเป็นผู้เขียนหนังสือ AI Engineering ที่มีคนอ่านสูงที่สุดบนเว็บไซต์ O&#39;reilly (สำนักพิมพ์สาย Tech ชื่อดัง) โหดสุด ๆ

เลยสรุปมาเล่าให้ฟังกันครับ คนที่ไม่ได้ทำงานสาย AI แต่คิดว่าจะได้รับผ…</description>
      <link>https://typefully.com/woraperth/ai-impact-and-misconceptions-seVttCp</link>
      <pubDate>Sat, 25 Oct 2025 02:08:06 GMT</pubDate>
      <content:encoded><![CDATA[สรุปบทสัมภาษณ์ดีมากกกก: Senior vs Junior software engineer จะอยู่ยังไง ในโลก AI<br><br>เจอประเด็นน่าสนใจเยอะมาก จากบทสัมภาษณ์ Chip Huyen อดีตนักพัฒนา AI ที่ Nvidia, Netflix<br><br>และยังเป็นผู้เขียนหนังสือ AI Engineering ที่มีคนอ่านสูงที่สุดบนเว็บไซต์ O'reilly (สำนักพิมพ์สาย Tech ชื่อดัง) โหดสุด ๆ<br><br>เลยสรุปมาเล่าให้ฟังกันครับ คนที่ไม่ได้ทำงานสาย AI แต่คิดว่าจะได้รับผลกระทบจาก AI ก็ได้ประโยชน์<br><br>🧵 <br><br><img alt="Image" src="https://api.typefully.com/media-p/301b078e-153e-4835-82b7-4ff07b092051/"><br><br>1)<br>บริษัทมักจะวัดความสำเร็จในการใช้ AI มาช่วยงานด้าน Coding ด้วยการวัดจำนวนบรรทัดโค้ด (line of code) ซึ่งอาจจะไม่ใช่มาตรวัดที่ดี เพราะไม่ได้บอกถึงคุณภาพโค้ด<br><br>ขอเสริมว่า อันนี้เป็นประเด็นที่น่าสนใจ ในงานด้าน Data Analytics เราจะเรียกสิ่งนี้ว่า “Vanity Metric” คือ สิ่งที่เป็นตัวเลข เหมือนจะวัดผลได้ แต่วัดผลจริงไม่ได้<br><br>เช่น ผลรวมคนเข้าเว็บไซต์ตั้งแต่เปิดมา เลขนี้จะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ อยู่แล้ว ไม่มีทางลดลง ไม่มีประโยชน์เลยที่จะวัดค่านี้<br><br>สิ่งที่ควรวัดผลในเคสนี้ แทนที่ ผลรวมคนเข้าเว็บไซต์ตั้งแต่เปิดมา สามารถใช้เป็น ผลรวมคนเข้าเว็บไซต์ในปีนี้ หรือเดือนนี้ จะได้เทียบกับปีที่แล้ว หรือเดือนที่แล้วได้ว่าเพิ่มหรือลด และเป็นการวัดผลที่เรานำไปใช้ตัดสินใจได้จริง<br><br>2)<br>จากการทดลองในบริษัทจริง ที่ Team lead ลองทำการทดสอบโดยแบ่งกลุ่ม Engineer และให้ AI Tool ชื่อ Cursor (เป็น AI Code Editor ที่ผมเองก็ใช้บ่อย) กับคนจำนวนครึ่งหนึ่ง ส่วนอีกครึ่งไม่ให้<br><br>พบว่า Senior engineer มีทั้งคนที่ใช้ AI Tool แล้ว productivity เพิ่มขึ้นเยอะมาก และทั้งคนที่ต่อต้าน AI Tool<br><br>สาเหตุที่ Senior engineer ส่วนหนึ่งต่อต้าน AI Tool เพราะคุณภาพโค้ดของ AI Tool ไม่ดีเท่ากับคุณภาพที่ Senior engineer ต้องการ ทำให้พวกเขาไม่อยากใช้<br><br>3)<br>Junior engineer ที่อยากอยู่รอด ต้องฝึกสกิล System thinking คือ พื้นฐานต้องแน่น มองภาพใหญ่ให้ออก ซึ่งจะช่วยให้เวลาเจอปัญหาอะไร ก็สามารถเข้าใจได้ว่าเกิดขึ้นจากส่วนไหน และแก้ที่ต้นเหตุได้<br><br>สกิล System thinking + พลังของ AI จะให้ผลตอบแทนในระยะยาว ซึ่งช่วงแรก Junior อาจจะรู้สึกว่าทำงานกับ AI ได้ไม่ดี เช่น ให้ AI เขียนโค้ดยาว ๆ แล้วไม่เข้าใจ แต่ระยะยาวจะกลายเป็น Engineer ที่เก่งมาก<br><br>Chip เคยคุยกับหัวหน้าคณะ Computer Science ที่มหาวิทยาลัย Stanford หัวหน้าคณะบอกเองเลยว่า Computer Science ไม่ใช่เรื่องของการเขียนโค้ด แต่เกี่ยวกับ System thinking การคิดวิธีการแก้ปัญหาต่างหาก<br><br>4)<br>ปัญหาของหลายคนที่ทำงานอยู่ตอนนี้ คือ ไม่มีไอเดียว่า AI เอาไปทำอะไรดี ซึ่ง Chip แนะนำว่าลองดูจากงานที่เราทำเมื่ออาทิตย์ที่แล้วว่าอะไรที่เราพัฒนาด้วย AI ได้บ้าง และลองสร้างด้วย AI ดู<br><br>AI เก่งมากในการสร้างเครื่องมือเล็ก ๆ ที่ช่วยงานเราในระยะยาวได้ (เค้าใช้คำว่า Micro tools)<br><br>5)<br>อนาคต 2-3 ปีจะเป็นยังไง? Chip บอกว่าองค์กรจะเปลี่ยนไป ทีมต่าง ๆ จะทำงานร่วมกันมากขึ้น คนใช้งาน Automation ช่วยงานมากขึ้น และแทนที่จะใช้วิธีการจ้าง Outsource เข้ามาสร้าง Automation ก็จะทำเองมากขึ้น เพราะเครื่องมือปัจจุบันใช้งานง่าย<br><br>ขอเสริมว่า ผมมีโอกาสได้คุยกับ Non-profit organisation ที่ออสเตรเลียเรื่อง AI เค้าก็แชร์ว่าทำ Automation ช่วยงานเอกสารในองค์กรเองเยอะมาก ประหยัดเวลาและงบไปได้เยอะ<br><br><br>6) การเขียนเชิงสร้างสรรค์ (Creative Writing เช่น เขียนนิยาย) คล้ายกับการทำงานของ AI Chat คือ ทำนายคำต่อไปในประโยค ที่มีแนวโน้มสูงที่สุด ส่วนการเขียน ก็คือการทำนายว่าเขียนแบบไหนแล้วคนอ่านจะสนใจมากที่สุด<br><br>(7 - จบ)<br>สรุป ส่วนตัวคิดว่าประเด็นต่าง ๆ ของคุณ Chip น่าสนใจมาก โดยเฉพาะเรื่องผลกระทบของ Senior vs Junior Engineer ที่ผมสรุปเองว่า<br>- คนที่เป็น Senior อยู่แล้ว หาวิธีเอาพลังของ AI มาใช้ในงานปัจจุบันให้มากที่สุด<br>- ส่วนคนที่เป็น Junior หรือกำลังเรียน หาวิธีใช้ AI ช่วยในการพัฒนาตัวเองให้มากที่สุด อย่าแค่ก็อปแปะโค้ด AI<br><br>AI จะทำให้การทำงานในโลกนี้เปลี่ยนไป แต่จะเปลี่ยนไปทางไหนน่าจะไม่มีใครบอกได้<br><br>รอดูกันต่อไปครับ เอาตัวรอดไปด้วยกัน 😍 ]]></content:encoded>
      <typefully:post_id>seVttCp</typefully:post_id>
      <typefully:post_type>thread</typefully:post_type>
      <typefully:pinned>false</typefully:pinned>
      null
    </item>
  
    <item>
      <guid>https://typefully.com/woraperth/the-importance-of-self-regulation-thXV29X</guid>
      <title>The Importance of Self-Regulation</title>
      <description>สกิลที่ต้องฝึกในปี 2025 (และในอนาคต): Self-Regulation

มาจาก Podcast ของ Diary of A CEO ที่เค้าสัมภาษณ์สายลับที่อเมริกา พูดถึงสกิลที่สำคัญมากในยุคนี้ และคนไม่ค่อยเรียนรู้กัน

นั่นคือ ความสามารถในการควบคุมอารมณ์ของตัวเอง (Self-regulation, self-control)

ในยุค Social มีหลายอย่างสร้างขึ้นมาเพื่อกระตุ้นอารมณ์ของเรา เช่น
- โฆษณา วีดิโอต่าง ๆ
- โพสต่าง ๆ
-…</description>
      <link>https://typefully.com/woraperth/the-importance-of-self-regulation-thXV29X</link>
      <pubDate>Sat, 08 Mar 2025 02:00:03 GMT</pubDate>
      <content:encoded><![CDATA[สกิลที่ต้องฝึกในปี 2025 (และในอนาคต): Self-Regulation<br><br>มาจาก Podcast ของ Diary of A CEO ที่เค้าสัมภาษณ์สายลับที่อเมริกา พูดถึงสกิลที่สำคัญมากในยุคนี้ และคนไม่ค่อยเรียนรู้กัน<br><br>นั่นคือ ความสามารถในการควบคุมอารมณ์ของตัวเอง (Self-regulation, self-control)<br><br>ในยุค Social มีหลายอย่างสร้างขึ้นมาเพื่อกระตุ้นอารมณ์ของเรา เช่น<br>- โฆษณา วีดิโอต่าง ๆ<br>- โพสต่าง ๆ<br>- Comment section ฯลฯ (ซึ่งคนเราชอบดูซะด้วย 555+)<br><br>ถ้าเรายอมให้อารมณ์ของเราเป็น Reactive หรือปรับไปตามสิ่งที่เกิดขึ้น เราก็จะอารมณ์ขึ้นลงเป็น Rollercoaster เปลี่ยนตามสภาพแวดล้อม<br><br>Self-Regulation คือ การที่เรา "เลือก" ว่าจะรู้สึกอย่างไร เราต้อง Active กับอารมณ์ของเราเอง<br><br>เราควบคุมสภาพแวดล้อมไม่ได้ และไม่มีประโยชน์ที่จะพยายามควบคุมมัน แต่เราควบคุมตัวเองได้<br><br>สิ่งที่เริ่มทำได้เลย:<br>1. ถ้ารู้สึกอารมณ์ผิดจากปกติ ลองถามตัวเองเสมอว่า ทำไมสิ่งนี้ทำให้เรารู้สึกโกรธ ทำไมสิ่งนี้ทำให้เราเสียใจ<br>2. ไม่ต้องพยายามหาวิธีจัดการกับมัน ไม่ต้องหาวิธีลบมันออก แต่ควบคุมตัวเองว่าอยาก "เลือก" รู้สึกยังไง<br><br><img alt="Image" src="https://api.typefully.com/media-p/3d448f39-7521-4bd2-8f71-fed06459e808/">]]></content:encoded>
      <typefully:post_id>thXV29X</typefully:post_id>
      <typefully:post_type>thread</typefully:post_type>
      <typefully:pinned>false</typefully:pinned>
      null
    </item>
  
    <item>
      <guid>https://typefully.com/woraperth/the-most-valuable-investment-being-an-5yePl7m</guid>
      <title>The Most Valuable Investment: Being an Entrepreneur #minimalbiz</title>
      <description>การลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด คือ การเป็นผู้ประกอบการ #minimalbiz

วันนี้ฟัง Podcast ที่สัมภาษณ์​ Noah Kagan อดีตพนักงาน Facebook ที่โดนไล่ออก และเป็นเจ้าของเว็บ AppSumo ซึ่งทำรายได้ปีละมากกว่า 80 ล้านเหรียญ

Noah พูดไว้ดีน่าสนใจมาก ขอใส่ใน 🧵 (1)
Noah เชื่อว่า การเป็นผู้ประกอบการ (Enterpreneur) เป็นการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด

เค้าเปรียบเทียบกับการลงทุนแบบอื่น
- ซื้อหุ้น อา…</description>
      <link>https://typefully.com/woraperth/the-most-valuable-investment-being-an-5yePl7m</link>
      <pubDate>Fri, 02 Feb 2024 07:55:49 GMT</pubDate>
      <content:encoded><![CDATA[การลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด คือ การเป็นผู้ประกอบการ <a href="https://twitter.com/search?q=%23minimalbiz" title="#minimalbiz" class="tweet-url hashtag" target="_blank" rel="nofollow">#minimalbiz</a><br><br>วันนี้ฟัง Podcast ที่สัมภาษณ์​ Noah Kagan อดีตพนักงาน Facebook ที่โดนไล่ออก และเป็นเจ้าของเว็บ AppSumo ซึ่งทำรายได้ปีละมากกว่า 80 ล้านเหรียญ<br><br>Noah พูดไว้ดีน่าสนใจมาก ขอใส่ใน 🧵<br><br><img alt="Image" src="https://api.typefully.com/media-p/534d4598-42eb-4aef-a643-c8989310c442/"><br><br>(1)<br>Noah เชื่อว่า การเป็นผู้ประกอบการ (Enterpreneur) เป็นการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด<br><br>เค้าเปรียบเทียบกับการลงทุนแบบอื่น<br>- ซื้อหุ้น อาจจะได้เงินปีละ 10%<br>- อสังหา อาจจะได้เงินปีละ 5%<br>- แต่การเป็นผู้ประกอบการ รายได้ต่อปีไม่มีเพดาน<br><br>(นอกเรื่อง - สงสัย Noah ไม่เล่นคริปโต 😂)<br><br>(2)<br>หลายคนมักเข้าใจว่า การเป็นผู้ประกอบการ คือ ต้องทำธุรกิจที่ได้เงินเป็นล้าน<br><br>Noah บอกว่าไม่ใช่<br><br>แค่ทำธุรกิจได้เงินเพิ่มเดือนละไม่กี่ร้อย ไม่กี่พัน ก็ถือเป็นผู้ประกอบการแล้ว<br><br>(3)<br>(ความเห็นส่วนตัวเราเอง)<br>หลังจากที่ลองมาคิดดู คิดว่า Noah พูดถูกบางส่วน รายได้จากเป็นผู้ประกอบการเพิ่มขึ้นไปได้เรื่อย ๆ<br><br>เหรียญอีกด้านของเรื่องนี้ คือ รายจ่ายก็เพิ่มขึ้นได้เรื่อย ๆ ถ้าเราไม่ระวัง เช่น การสั่งของมาสต๊อกเยอะ ๆ หรือการจ้างคนมาเยอะ ๆ แล้วไม่มีอะไรให้ทำ<br><br>(4)<br>สรุป<br>- ถ้าอยากหารายได้เสริม เริ่มคิดแบบผู้ประกอบการ - หาอะไรทำ ทำสินค้าขายเองก็ได้ ไปรับของคนอื่นมาขายก็ได้ หรือจะทำแนว Affiliate ก็ยังได้<br>- รายได้ของผู้ประกอบการไม่มีเพดาน<br>- ระวังเรื่องรายจ่ายในการรันธุรกิจว่าจะเกินรายได้<br><br><a href="https://twitter.com/search?q=%23จบดีก่า" title="#จบดีก่า" class="tweet-url hashtag" target="_blank" rel="nofollow">#จบดีก่า</a>]]></content:encoded>
      <typefully:post_id>5yePl7m</typefully:post_id>
      <typefully:post_type>thread</typefully:post_type>
      <typefully:pinned>false</typefully:pinned>
      null
    </item>
  
    <item>
      <guid>https://typefully.com/woraperth/types-of-business-lifestyle-vs-performance-TieGIAe</guid>
      <title>Types of Business: Lifestyle vs Performance</title>
      <description>ถามตัวเองก่อนไปหารายได้เสริม ว่าเราอยากทำธุรกิจแบบไหน? #minimalbiz

ธุรกิจแบ่งเป็น 2 ประเภทแบบกว้าง ๆ

1) 🌴 Lifestyle business
2) 📈 Performance business

แต่ละแบบมีข้อดี - ข้อเสีย อยู่ท่ีเราจะชอบแบบไหนมากกว่า

Thread นี้จะเล่าเรื่องความแตกต่างให้ฟัง 👇👇 (2) 🌴 Lifestyle Business
- ทำธุรกิจแบบที่เจ้าของชอบ
- เจ้าของทำเองเกือบหมด
- เน้นทำเพื่อให้ใ…</description>
      <link>https://typefully.com/woraperth/types-of-business-lifestyle-vs-performance-TieGIAe</link>
      <pubDate>Sat, 25 Nov 2023 11:00:26 GMT</pubDate>
      <content:encoded><![CDATA[ถามตัวเองก่อนไปหารายได้เสริม ว่าเราอยากทำธุรกิจแบบไหน? <a href="https://twitter.com/search?q=%23minimalbiz" title="#minimalbiz" class="tweet-url hashtag" target="_blank" rel="nofollow">#minimalbiz</a><br><br>ธุรกิจแบ่งเป็น 2 ประเภทแบบกว้าง ๆ<br><br>1) 🌴 Lifestyle business<br>2) 📈 Performance business<br><br>แต่ละแบบมีข้อดี - ข้อเสีย อยู่ท่ีเราจะชอบแบบไหนมากกว่า<br><br>Thread นี้จะเล่าเรื่องความแตกต่างให้ฟัง 👇👇<br><br><img alt="Image" src="https://api.typefully.com/media-p/5cf87040-2d80-44ee-8ee9-c8929a2997f4/"><br><br>(2) 🌴 Lifestyle Business<br>- ทำธุรกิจแบบที่เจ้าของชอบ<br>- เจ้าของทำเองเกือบหมด<br>- เน้นทำเพื่อให้ใหญ่พอจะหล่อเลี้ยงตัวเอง หล่อเลี้ยงเจ้าของได้ ไม่ต้องยิ่งใหญ่ที่สุด<br><br>ธุรกิจสายนี้จะไม่ได้มองเรื่องการเป็นหนี้ การหานักลงทุนมากนัก อาจจะใช้เงินเจ้าของทำเอง (เรียกว่า Bootstrap) ด้วยซ้ำ<br><br>(3) 📈 Performance Business<br>-  ทำธุรกิจแบบเน้นการเติบโต<br>- ขยายทีมให้ใหญ่<br>- กลายเป็นเจ้าตลาดให้ได้<br><br>ธุรกิจสายนี้จะมองเรื่องหนี้ นักลงทุน เพื่อเข้ามาช่วยทำให้ธุรกิจขยายขึ้นไปเรื่อย ๆ<br><br>(4) การเลือกระหว่าง Business 2 ประเภท ลองตัดสินใจตามนี้<br>1. ชอบอิสรภาพ หรือต้องการความยิ่งใหญ่<br>2. อยากมีเงินพอใช้ หรืออยากมีเงินอู้ฟู่<br>3. อยากเสี่ยงน้อย หรืออยากเสี่ยงเยอะ<br>4. คุณให้ความสำคัญกับ Work Life Balance มาก หรือน้อย<br>5. คุณชอบทำงานกับทีมเล็ก หรือ ทีมใหญ่<br><br>(5) การเลือกทำธุรกิจ Lifestyle vs Performance business ไม่มีถูก-ผิด เพราะอยู่กับว่าตัวเองชอบด้านไหนมากกว่า<br><br>เหมือนกับการลงทุน<br>- ถ้าเรารับความเสี่ยงได้เยอะ ก็ซื้ออะไรที่ผันผวนเยอะได้ โอกาสผลตอบแทนสูง<br>- ถ้ารับความเสี่ยงได้น้อย ซื้ออะไรที่ผันผวนน้อย เสี่ยงน้อย แต่ผลตอบแทนก็ไม่สูง<br><br>(6) ส่วนตัวชอบด้าน Lifestyle Business ที่เน้นทำด้านที่เราทำแล้วชอบ สนุก เน้นรายได้หล่อเลี้ยงธุรกิจได้พอ มีกำไรมาใช้ชีวิต<br><br>และไม่ได้อยากขยายทีมใหญ่ เน้นค่อย ๆ ขยายไปตามความจำเป็น และดูแลคนที่อยู่กับเราให้ดีที่สุด<br><br>เรารันธุรกิจแบบนี้มาเกือบ 10 ปีแล้ว แฮปปี้ดี<br><br>แล้วคุณล่ะ ชอบแบบไหน?]]></content:encoded>
      <typefully:post_id>TieGIAe</typefully:post_id>
      <typefully:post_type>thread</typefully:post_type>
      <typefully:pinned>false</typefully:pinned>
      null
    </item>
  
    <item>
      <guid>https://typefully.com/woraperth/automation-for-digital-product-sales-qEjnKla</guid>
      <title>Automation for Digital Product Sales</title>
      <description>ไอเดียการทำ Automation สำหรับคนทำ Digital Product ขายออนไลน์ ที่ลองทำแล้วเวิร์คมาก เลยเอามาแชร์

ของเราทำคอร์สออนไลน์ เจอปัญหาว่า
- คนสมัครเรียนจ่ายเงินมาแล้ว แต่ไม่รู้ว่าเพิ่ม Access คอร์สให้คนนี้หรือยัง
- ผู้เรียนทักมาถามในเพจ แล้วแอดมินจะเช็คว่าคนนี้สมัครมาตอนไหน

🧵 Thread 👇 (2) วิธีที่เราทำคือ
- สร้างบอท LINE (เดี๋ยวนี้ไม่ต้องเขียนโค้ดแล้ว เพราะ LINE มี LIN…</description>
      <link>https://typefully.com/woraperth/automation-for-digital-product-sales-qEjnKla</link>
      <pubDate>Sun, 15 Oct 2023 07:52:16 GMT</pubDate>
      <content:encoded><![CDATA[ไอเดียการทำ Automation สำหรับคนทำ Digital Product ขายออนไลน์ ที่ลองทำแล้วเวิร์คมาก เลยเอามาแชร์<br><br>ของเราทำคอร์สออนไลน์ เจอปัญหาว่า<br>- คนสมัครเรียนจ่ายเงินมาแล้ว แต่ไม่รู้ว่าเพิ่ม Access คอร์สให้คนนี้หรือยัง<br>- ผู้เรียนทักมาถามในเพจ แล้วแอดมินจะเช็คว่าคนนี้สมัครมาตอนไหน<br><br>🧵 Thread 👇<br><br><img alt="Image" src="https://api.typefully.com/media-p/4641daaf-cb99-4774-b942-b82fece505f1/"><br><br>(2) วิธีที่เราทำคือ<br>- สร้างบอท LINE (เดี๋ยวนี้ไม่ต้องเขียนโค้ดแล้ว เพราะ LINE มี LINE Notify ดีมาก คล้าย ๆ เบอร์โทรศัพท์ เรามีหน้าที่แค่ส่งข้อความเข้าได้เลย)<br>- ผูกกับระบบจ่ายเงิน ให้พอมีคนซื้อคอร์ส ก็ให้ระบบส่งข้อความเข้าไลน์อัตโนมัติ ว่าคนซื้อชื่ออะไร อีเมลไหน กี่โมง<br><br>(3) ข้อความนี้จะส่งเข้ากรุ๊ปไลน์ เห็นทั้งเรา ทั้งแอดมิน<br><br>ผลลัพธ์คือ<br>- เช็คจากข้อความในกรุ๊ปได้ ว่าคนซื้อคอร์สนี้แล้วได้ Access หรือยัง<br>- ทีมแอดมินเช็คข้อมูลสมัครเรียนได้จากไลน์เลย ไม่ต้องมาถามเรา<br>- เสิร์จจากอีเมลได้เลย ระบบเสิร์ชไลน์ค่อนข้างดี (จนกว่าข้อความในไลน์จะหาย)<br><br>(4) เพิ่มเติม เผื่อใครสงสัยว่าทำไมไม่ใช้ระบบแชทตัวอื่น<br><br>เรากับทีมแอดมินคุยกันใน LINE อยู่แล้ว จะย้ายไประบบแชทอื่นก็ต้องมาหัดใช้กันใหม่ แล้วเราก็ต้องหาวิธีส่งข้อความอัตโนมัติใหม่ด้วย ไว้ถ้าเจอปัญหาค่อยหาวิธีแก้ละกัน<br><br>Slack / Discord ก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ แต่ตอนนี้ยังไม่จำเป็น]]></content:encoded>
      <typefully:post_id>qEjnKla</typefully:post_id>
      <typefully:post_type>thread</typefully:post_type>
      <typefully:pinned>false</typefully:pinned>
      null
    </item>
  
    <item>
      <guid>https://typefully.com/woraperth/rentvesting-RyV519A</guid>
      <title>Rentvesting: ทางเลือกสำหรับคนอยากอยู่ในเมือง แต่บ้านแพง</title>
      <description>Rentvesting ทางออกสำหรับคนอยากอยู่ในเมืองที่บ้านแพงจนซื้อไม่ไหว

หลังจากตามหาซื้อบ้านที่อยากอยู่มานาน สุดท้ายตัดสินใจได้ว่าจะไม่ซื้อแล้ว ไปซื้อที่อื่นไว้ลงทุน ส่วนที่อยากอยู่จริง ก็เช่าอยู่ดีกว่า

เราเรียกการทำแบบนี้ว่า Rentvesting

🧵นี้จะมาเล่าให้ฟังว่าคืออะไร เผื่อมีประโยชน์ (2) เหตุมาจากว่า เราชอบ Suburb ที่อยู่ตอนนี้มาก มีความเจริญ เดินแปป ๆ ถึงรถไฟ มีห้างใหญ่, ถนนคนเดิน, ห้…</description>
      <link>https://typefully.com/woraperth/rentvesting-RyV519A</link>
      <pubDate>Tue, 13 Jun 2023 14:32:54 GMT</pubDate>
      <content:encoded><![CDATA[Rentvesting ทางออกสำหรับคนอยากอยู่ในเมืองที่บ้านแพงจนซื้อไม่ไหว<br><br>หลังจากตามหาซื้อบ้านที่อยากอยู่มานาน สุดท้ายตัดสินใจได้ว่าจะไม่ซื้อแล้ว ไปซื้อที่อื่นไว้ลงทุน ส่วนที่อยากอยู่จริง ก็เช่าอยู่ดีกว่า<br><br>เราเรียกการทำแบบนี้ว่า Rentvesting<br><br>🧵นี้จะมาเล่าให้ฟังว่าคืออะไร เผื่อมีประโยชน์<br><br><img alt="Image" src="https://api.typefully.com/media-p/0aa1890c-a24b-4e61-8fb3-586d9f1f45b4/"><br><br>(2) เหตุมาจากว่า เราชอบ Suburb ที่อยู่ตอนนี้มาก มีความเจริญ เดินแปป ๆ ถึงรถไฟ มีห้างใหญ่, ถนนคนเดิน, ห้องสมุด,<br>ซูเปอร์มาเก็ต, Apple Store อีก (ถึงจะไม่ค่อยได้ไป แต่ตอนที่ต้องไปก็สะดวกดี)<br><br>ทั้งหมดนี้ คือ อยู่ในระยะเดินถึงได้หมดเลย<br><br>ตอนนี้เช่าอยู่ แต่อยากซื้อห้องไว้อยู่เอง<br><br>(3) ซึ่งพอลองดูตลาดอสังหาฯ แถวนี้อยู่เป็นปี ก็พบว่า<br><br>บ้านแถวนี้แพงมากกกกกกกกกกกก<br><br>คอนโด 2 ห้องนอน เกือบ 50 ล้านบาท ทำงานจนตายก็ยังไม่รู้ว่าจะผ่อนหมดมั้ย<br><br>ก็เลยคุยกับคุณภรรยาว่า น่าจะต้องไปท่า Rentvesting เพราะซื้อแถวนี้ไม่ไหวจริง<br><br>(4) Rentvesting มาจากคำว่า Rent (เช่า) + Investing (ลงทุน)<br><br>= เช่าในที่ที่อยากอยู่ แล้วไปซื้ออสังหาฯ ที่อื่นไว้ลงทุน<br><br>ซึ่งตอนนี้ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะในเมืองใหญ่ ๆ ที่คนอยากอยู่ ราคามักแพงสุด ๆ (กทม. ก็ใช่นะ)<br><br>(5) 🤩ข้อดีของ Rentvesting จากมุมเรา คือ<br><br>• มีอิสระในการเปลี่ยนที่อยู่ตามช่วงอายุ ช่วงนี้เราอาจจะชอบที่นี่ แต่พออายุเยอะขึ้นก็อาจจะเปลี่ยนความคิด<br><br>• ค่าเช่าถูกกว่าซื้อค่อนข้างเยอะ ยิ่งช่วงนี้ดอกเบี้ยสูง จากที่ลองคำนวณดู<br>ถ้าเช่า จ่ายเดือนละ $3k<br>ถ้าซื้อ ต้องจ่ายธนาคารเดือนละ $6k<br><br>(6) 🥲ข้อเสียของ Rentvesting ก็มีนะ คือ<br><br>• จ่ายค่าเช่าแล้วไม่ได้เป็นเจ้าของ ดูเสียเงินฟรี (จริง ๆ ซื้อเป็นเจ้าของก็มีความเสี่ยงนะ เช่น ไม่มีคนเช่า, ดอกเบี้ยขึ้น)<br><br>• เราไม่ได้เป็นเจ้าของ ถ้าเจ้าของไล่ เราก็ต้องไป (ยังไม่เจอเอง แต่คิดว่าอย่างน้อยเจ้าของต้องบอกล่วงหน้าแหละ)<br><br>(7) เลยสรุปว่า Rentvesting ดูเหมาะสมกับเราดี ซึ่งคิดว่าแล้วแต่คนชอบ และบริบทของแต่ละคน แต่ละช่วงชีวิตด้วยนะ<br><br>เคยคุยกับคนที่เป็นที่ปรึกษาด้านการซื้อบ้านเพื่อลงทุน เค้าบอกว่าตัวเองลูก 2 แล้วก็ยัง Rentvesting อยู่<br><br>เค้าใช้วิธีเช่าบ้านที่แพง ๆ แล้วคุยกับเจ้าของให้ชัดเจนว่าอยากเช่ายาว<br><br>(8) สุดท้าย ท่านี้เหมาะกับคนที่มีเงินเก็บหน่อย ไม่เหมาะกับคนที่ใช้จ่ายเยอะเดือนชนเดือน<br><br>เพราะการเช่าเค้าอยู่ก็มีความเสี่ยงระดับนึง อยู่ดี ๆ เจ้าของไล่ ก็ต้องมีเงินฉุกเฉิน<br><br>ขอบคุณที่อ่านมาจนจบครับ ถ้าชอบฝาก Retweet หน่อยนะ อยากให้เล่าเรื่องไหนอีกลองบอกมา<br><br>(9) ป.ล. รูปในโพสแรกไม่ใช่บ้านเรานะ อันนั้นรอถูกหวยก่อน 5555<br><br>ขอบคุณรูปจาก Unsplash]]></content:encoded>
      <typefully:post_id>RyV519A</typefully:post_id>
      <typefully:post_type>thread</typefully:post_type>
      <typefully:pinned>false</typefully:pinned>
      null
    </item>
  
    <item>
      <guid>https://typefully.com/woraperth/event-planning-for-online-and-offline-events-FalzELT</guid>
      <title>Event Planning for Online and Offline Events</title>
      <description>🧵 นี้จะแนะนำวิธี Event ออนไลน์ &amp; ออฟไลน์ เผื่อใครอยากจัดงานดู

จากประสบการณ์ที่จัดมาเกือบ 3 ปี (ตั้งแต่ช่วงโควิดแรง ๆ) แต่ละอีเว้นท์มีคนเข้างาน 200-300+ คน (2) ถ้าดูภายนอก อาจจะคิดว่า Event ออนไลน์น่าจะจัด &quot;ง่ายกว่า&quot; งานออฟไลน์ เพราะไม่มีสถานที่จริง แต่พอมาลองจัดจริงแล้วจะเจอว่างานออนไลน์ก็มีปัญหาของตัวเอง

สิ่งที่ควรคิดถึง เวลาจัดงานออนไลน์
- การโปรโมท ทำ Ma…</description>
      <link>https://typefully.com/woraperth/event-planning-for-online-and-offline-events-FalzELT</link>
      <pubDate>Thu, 09 Mar 2023 06:00:30 GMT</pubDate>
      <content:encoded><![CDATA[🧵 นี้จะแนะนำวิธี Event ออนไลน์ & ออฟไลน์ เผื่อใครอยากจัดงานดู<br><br>จากประสบการณ์ที่จัดมาเกือบ 3 ปี (ตั้งแต่ช่วงโควิดแรง ๆ) แต่ละอีเว้นท์มีคนเข้างาน 200-300+ คน<br><br><img alt="Image" src="https://api.typefully.com/media-p/e3ec619f-0e20-46d0-a008-3e0bbf253e1a/"><br><br>(2) ถ้าดูภายนอก อาจจะคิดว่า Event ออนไลน์น่าจะจัด "ง่ายกว่า" งานออฟไลน์ เพราะไม่มีสถานที่จริง แต่พอมาลองจัดจริงแล้วจะเจอว่างานออนไลน์ก็มีปัญหาของตัวเอง<br><br>สิ่งที่ควรคิดถึง เวลาจัดงานออนไลน์<br>- การโปรโมท ทำ Marketing โปสเตอร์ โลโก้ ให้พร้อม เหมือนอีเว้นท์ออฟไลน์เลย<br><br><img alt="Image" src="https://api.typefully.com/media-p/ddaaf551-7c13-4c78-83bf-c33564fd28ca/"><br><br>(3)<br>- การหาสปอนเซอร์ ต้องทำ Sponsor Deck ให้ชัดเจน ว่างานเราเกี่ยวกับอะไร มีการแบ่งสปอนเซอร์แพ็กเป็นยังไงบ้าง และแต่ละแพ็กราคาเท่าไหร่ ได้อะไรบ้าง<br><br>งานออนไลน์ จะขายยากกว่างานออฟไลน์ เพราะสปอนเซอร์ไม่ชิน<br><br><img alt="Image" src="https://api.typefully.com/media-p/13696c24-d4c0-4b15-b487-eaee044e0394/"><br><br>(3)<br>- การคุยเตรียมงานกับ Speaker นัดแนะว่าจะเทสไมค์ เทสกล้องกันก่อน session ยังไง ต้องมีสตาฟฟ์ดูแลด้านนี้มั้ย<br><br>- ทำคู่มือสอนผู้ร่วมงานเรื่องวิธีใช้ระบบ การล็อกอิน การแชท การยกมือ แล้วถ้าใช้ระบบอย่าง Gather ที่เป็นแผนที่ 2 มิติ ก็ต้องสอนวิธีเดินไปมา สอนวิธีใช้ปุ่มต่าง ๆ ด้วย<br><br><br><img alt="Image" src="https://api.typefully.com/media-p/124bd3c3-121a-4baa-b8f6-f57ed441c76a/"><br><br>(4)<br>- การลงทะเบียนอีเว้นท์ เช่น ขายบัตรผ่านเว็บนึง แล้วจะ Import เอามาใส่ระบบอีกเว็บนึงยังไง และเวลาคนซื้อบัตรเข้างาน จะเข้างานยังไง ล็อกอินซ้อนได้มั้ย<br><br>อันนี้แนะนำว่าควรคุยกับเจ้าของระบบจัดงานเราให้เคลียร์<br><br><img alt="Image" src="https://api.typefully.com/media-p/15978e3d-5919-4ca4-b728-8c165033ceed/"><br><br>(5)<br>ขอเปรียบเทียบกับงานออฟไลน์ เจอว่าจะใช้พลังต่างกันตรงที่<br>- ต้องหา และติดต่อคุยกับสถานที่ ซึ่งยากตรงที่แต่ละสถานที่จุคนได้ไม่เท่ากัน ความสะดวกไม่เท่ากัน และราคาไม่เท่ากัน<br><br>เรื่องความจุสถานที่นี่สำคัญ ถ้าสถานที่รับได้ 500 คน แต่เราดันเปิดงานฟรี คนสมัคร 1000 คน คนอัดกันหนัก<br><br><img alt="Image" src="https://api.typefully.com/media-p/4a903433-53da-41e9-a1d5-ab07388f5401/"><br><br>(6)<br>- การเตรียมอาหาร และเครื่องดื่ม ควรเตรียมของที่คนกินได้ง่าย ๆ ถ้าไม่ต้องมีโต๊ะกินแบบเรียบร้อยก็จะดี อย่างเช่น พิซซ่า คนหยิบกินง่ายดี<br><br>อย่างไรก็ตาม จากที่เคยจัด <a href="https://twitter.com/search?q=%23WCAsia" title="#WCAsia" class="tweet-url hashtag" target="_blank" rel="nofollow">#WCAsia</a> ที่คนร่วมงานมาจากหลายประเทศทั่วโลก จะต้องดูเรื่องอาหารพิเศษ เช่น Halal เพิ่มขึ้นมาด้วย<br><br><img alt="Image" src="https://api.typefully.com/media-p/05b5db0f-3673-4b99-ad0c-fbc318a8223c/"><br><br>(7)<br>- การ Recording ในงานออฟไลน์ ดูเรื่องกล้อง เสียง ให้ครบ ตั้งกล้องตรงไหนดี แล้วเสียงเข้ามั้ย ถ้าเทสก่อนได้จะดีมากเลย<br><br>ไม่งั้นจะเจอว่าตั้งกล้องสวยงาม แต่เสียงขาด ๆ บ้าง หรือไม่ค่อยได้ยินบ้าง ซึ่งไม่มีทางแก้ได้ เพราะย้อนไปจัดอีเว้นท์ใหม่ไม่ได้แล้ว<br><br><img alt="Image" src="https://api.typefully.com/media-p/81d42b10-99c6-4001-86cf-9a50132b9e42/"><br><br>สรุป จัดอีเว้นท์ออนไลน์ หรือ ออฟไลน์ดี จากประสบการณ์ส่วนตัวสรุปว่า<br>- อีเว้นท์ออนไลน์คนเข้าได้ทั่วโลก แต่คนจะโฟกัสน้อยกว่า หาสปอนแอบยากกว่า<br>- ออฟไลน์จะได้เฉพาะคนอยู่บริเวณนั้น ได้เจอหน้าคุยกัน หาสปอนง่ายกว่า<br>- ความลำบากในการจัดพอกัน เตรียมงานล่วงหน้าหลายเดือนทั้งคู่ เพราะงั้นสู้ ๆ]]></content:encoded>
      <typefully:post_id>FalzELT</typefully:post_id>
      <typefully:post_type>thread</typefully:post_type>
      <typefully:pinned>false</typefully:pinned>
      null
    </item>
  
    <item>
      <guid>https://typefully.com/woraperth/Niz4hEB</guid>
      <title>&quot;story ที่ดี ทำให้ของขายดี&quot;</title>
      <description>&quot;story ที่ดี ทำให้ของขายดี&quot;

นั่งดูวีดิโอรีวิวร้านขายหมูปิ้งร้านนึง แล้วทำให้เข้าใจประโยคนี้ เจ้าของร้านเล่าว่า:
- ใช้หมูส่วนที่ดีที่สุด เป็นลายหินอ่อน เนื้อสลับมัน กินแล้วอร่อย
- แต่ละไม้ทำอย่างพิถีพิถัน หมักหมูข้ามวันเพื่อให้ซอสซึมลงไป
- น้ำจิ้มมะขามทำจากมะขามแท้ เคี่ยวจนเปื่อย (2 - จบ) พอเรื่องราวน่าสนใจกว่าร้านหมูปิ้งธรรมดา ฟังแล้วเราอยากวิ่งไปกินเลย

สิ่งที่ตกผลึกอีกอย่าง คือ &quot;คนเราชอบง…</description>
      <link>https://typefully.com/woraperth/Niz4hEB</link>
      <pubDate>Wed, 08 Mar 2023 01:00:04 GMT</pubDate>
      <content:encoded><![CDATA["story ที่ดี ทำให้ของขายดี"<br><br>นั่งดูวีดิโอรีวิวร้านขายหมูปิ้งร้านนึง แล้วทำให้เข้าใจประโยคนี้ เจ้าของร้านเล่าว่า:<br>- ใช้หมูส่วนที่ดีที่สุด เป็นลายหินอ่อน เนื้อสลับมัน กินแล้วอร่อย<br>- แต่ละไม้ทำอย่างพิถีพิถัน หมักหมูข้ามวันเพื่อให้ซอสซึมลงไป<br>- น้ำจิ้มมะขามทำจากมะขามแท้ เคี่ยวจนเปื่อย<br><br>(2 - จบ) พอเรื่องราวน่าสนใจกว่าร้านหมูปิ้งธรรมดา ฟังแล้วเราอยากวิ่งไปกินเลย<br><br>สิ่งที่ตกผลึกอีกอย่าง คือ "คนเราชอบงานที่คนทำตั้งใจ" เช่น งานศิลปะต่าง ๆ ยิ่งเรารู้ว่ารูปนี้ หรือเพลงนี้ กว่าจะออกมาต้องผ่านอะไรยากลำบากขนาดไหน เราก็ยิ่งให้คุณค่ากับงานนั้นสูง]]></content:encoded>
      <typefully:post_id>Niz4hEB</typefully:post_id>
      <typefully:post_type>thread</typefully:post_type>
      <typefully:pinned>false</typefully:pinned>
      null
    </item>
  
    <item>
      <guid>https://typefully.com/woraperth/aussie-slang-wmddMp7</guid>
      <title>Aussie Slang</title>
      <description>Thread นี้จะรวม Aussie Slang ที่เจอในชีวิตประจำวันเราบ่อย ๆ

เหมาะสำหรับคนอยากมา / หรือกำลังมาที่ 🇦🇺🦘 / หรือคนที่อยากขำในความภาษาอังกฤษแปลก ๆ ของชาวออสเตรเลีย และบางคำอาจจะเป็นแสลงจากฝั่งอังกฤษด้วย เอาไปใช้ได้หลายที่

(ใครรู้จักคำไหนมาเพิ่มเติมได้นะ)

เริ่ม! (2) Arvo = Afternoon คำนี้ยกให้เป็นอันดับหนึ่งของความงง เพราะเจอครั้งแรกตอนเริ่มงานใหม่เลย ช็อกมาก…</description>
      <link>https://typefully.com/woraperth/aussie-slang-wmddMp7</link>
      <pubDate>Sun, 05 Mar 2023 07:25:49 GMT</pubDate>
      <content:encoded><![CDATA[Thread นี้จะรวม Aussie Slang ที่เจอในชีวิตประจำวันเราบ่อย ๆ<br><br>เหมาะสำหรับคนอยากมา / หรือกำลังมาที่ 🇦🇺🦘 / หรือคนที่อยากขำในความภาษาอังกฤษแปลก ๆ ของชาวออสเตรเลีย และบางคำอาจจะเป็นแสลงจากฝั่งอังกฤษด้วย เอาไปใช้ได้หลายที่<br><br>(ใครรู้จักคำไหนมาเพิ่มเติมได้นะ)<br><br>เริ่ม!<br><br>(2) Arvo = Afternoon คำนี้ยกให้เป็นอันดับหนึ่งของความงง เพราะเจอครั้งแรกตอนเริ่มงานใหม่เลย ช็อกมาก<br><br>Avo = Avocado คล้าย ๆ คำข้างบน แต่หมายถึงลูกอโวคาโด้ ซึ่งเป็นอาหารที่พบได้ง่ายตามซูเปอร์ออสเตรเลีย<br><br>(3) Barbie = Barbecue ตอนได้ยินครั้งแรก Barbie มันคือตุ๊กตา กลายเป็น BBQ ได้ยังไงไม่รู้<br><br>Brekky = Breakfast อันนี้ไม่ยากมาก พอเดาได้ว่ามันคืออะไร<br><br>(4) Brolly = Umbrella คำนี้ได้ยินครั้งแรก นึกว่าหมายถึง Broccoli กลายเป็นร่มได้ยังไงไม่แน่ใจ 555+<br><br>Bloke = Man เช่น บอกว่า He is a nice bloke หมายถึงเป็นผู้ชายที่ดีมาก (แปลไทยแล้วมันแปลก ๆ 555)<br><br>(5) Footy = Football แต่ฟุตบอลของออสเตรเลียจะคล้าย ๆ รักบี้หน่อย ๆ อธิบายไม่ถูกเหมือนกัน ยังดูไม่เป็น 555+ ลองเสิร์จ AFL สำหรับคนที่สนใจ<br><br>Macca = McDonald ขนาดป้ายแมคยังเขียนว่า Macca คิดดู<br><br><img alt="Image" src="https://api.typefully.com/media-p/75e65bc2-362c-4c94-ab70-71d549a9ae79/"><br><br>(6) No Drama = No problem คำนี้ตอนทำงานเพื่อนพูดบ่อย เนื่องจากคนออสเป็นคนชิล ๆ เช่น "เซิฟเวอร์ล่มหรอ ไม่เป็นไร No Drama"<br><br>Down under = Straya = Australia คำที่สองหลายคนอาจจะเคยได้ยินกัน ส่วนคำแรกมาจากว่า ประเทศออสเตรเลียอยู่ด้านล่างเลยในแผนที่โลก เลยเรียก Down Under<br><br><img alt="Image" src="https://api.typefully.com/media-p/30dcc725-aa3f-4015-a27b-ce6eca01fbd7/"><br><br>(7) Servo = Service Station ปั๊มน้ำมัน นี่เอง<br><br>Sheila = Woman ไม่เข้าใจว่าทำไมเหมือนกัน แต่เคยเห็นคนออสซี่ใน Tik Tok พูดบ่อยมาก ใครรู้บอกหน่อย<br><br>อันต่อมาพีคมาก ขอแยกเป็นอีกทวีต<br><br>(8) Thong = Flip Flop หมายถึง รองเท้าแตะ อย่าเพิ่งนึกถึงกางเกงใน (ถ้านอกออสเตรเลียคือกางเกงในนี่แหละ)<br><br>ที่ตลก คือ ในออสเตรเลียมีตู้ขาย Flip Flops ด้วย<br><br>&lt;Photo from <a class="tweet-url username" href="https://twitter.com/peasmoldia" data-screen-name="peasmoldia" target="_blank" rel="nofollow">@peasmoldia</a> <a href="https://twitter.com/peasmoldia/status/703015399361810435/photo/1&gt" target="_blank" rel="nofollow">https://twitter.com/peasmoldia/status/703015399361810435/photo/1&gt</a>;<br><br><img alt="Image" src="https://api.typefully.com/media-p/d2163a55-1bae-48c8-8418-dec270405ad1/"><br><br>(9) ใครเจอคำ Slang อันไหนแปลก ๆ อีกมาเพิ่มเติมกันได้ หรือถ้าใครรู้ความหมายอันไหนก็มาเสริมได้ อันนี้รวบรวมมาที่เคยเจอจ้า<br><br>Twitter ของเราจะทวีตเรื่องออสเตรเลียบ้าง, เรื่องหางานสาย Tech บ้าง, เรื่องวีซ่าบ้าง, เรื่องชีวิตประจำวันที่ทำงานสาย Data ในออสเตรเลียบ้าง ถ้าสนใจ Follow กันได้<br><br>ถ้าขี้เกียจอ่านเป็น Thread มาอ่านแบบเต็ม ๆ ได้ที่ <a href="https://typefully.com/woraperth/wmddMp7" target="_blank" rel="nofollow">https://typefully.com/woraperth/wmddMp7</a>]]></content:encoded>
      <typefully:post_id>wmddMp7</typefully:post_id>
      <typefully:post_type>thread</typefully:post_type>
      <typefully:pinned>false</typefully:pinned>
      null
    </item>
  
    <item>
      <guid>https://typefully.com/woraperth/minimal-biz-digital-product-eFd7aju</guid>
      <title>Minimal Biz - Digital Product คืออะไร</title>
      <description>มีคนสอนธุรกิจแบบซื้อมา - ขายไปเยอะ แต่สาย Digital Product คนไม่ค่อยพูดถึง ทั้งที่จริงเป็นตลาดที่น่าทำมาก

จากปสก ทำในไทยแบบชิล ๆ ได้ 6-7 หลัก ต่อ Business แต่เคยเห็นคนทำในต่างประเทศ เกินไปเยอะมาก

Thread นี้เลยจะเล่าเรื่อง Digital Product ให้ฟัง อยากให้คนไทยทำกันเยอะ ๆ

(1) มารู้จักกับ Digital Product กันก่อน ว่ามันคืออะไร

Digital Product คือ สินค้…</description>
      <link>https://typefully.com/woraperth/minimal-biz-digital-product-eFd7aju</link>
      <pubDate>Sun, 08 Jan 2023 00:46:36 GMT</pubDate>
      <content:encoded><![CDATA[มีคนสอนธุรกิจแบบซื้อมา - ขายไปเยอะ แต่สาย Digital Product คนไม่ค่อยพูดถึง ทั้งที่จริงเป็นตลาดที่น่าทำมาก<br><br>จากปสก ทำในไทยแบบชิล ๆ ได้ 6-7 หลัก ต่อ Business แต่เคยเห็นคนทำในต่างประเทศ เกินไปเยอะมาก<br><br>Thread นี้เลยจะเล่าเรื่อง Digital Product ให้ฟัง อยากให้คนไทยทำกันเยอะ ๆ<br><br>(1)<br><br><img alt="Image" src="https://api.typefully.com/media-p/26f1d144-6943-4eee-9870-350f2754c400/"><br><br>มารู้จักกับ Digital Product กันก่อน ว่ามันคืออะไร<br><br>Digital Product คือ สินค้าที่พอลูกค้าซื้อ เราสามารถส่งให้เค้าผ่านอินเตอร์เน็ตได้เลย ไม่ต้องส่งของด้วยขนส่งต่าง ๆ<br><br>ตัวอย่าง Digital Product:<br>- e-Book<br>- คอร์สออนไลน์<br>- โปรแกรม<br>- เพลง<br>- วีดิโอ<br><br>(2)<br><br>✅ ข้อดีของสาย Digital Product คือ:<br><br>1) ทำครั้งเดียว แล้ว Scale ได้ไม่สิ้นสุด เช่น การทำเพลง คนฟัง 10 คน หรือ 1,000,000 คน เหนื่อยเท่ากัน<br>2) ค่าใช้จ่ายไม่ปวดหัว ไม่มีสต๊อกให้ค้าง ไม่มีค่าส่งของ<br>3) Automate การทำงานได้เยอะ ไม่ต้องส่งของ อาจจะขายได้โดยไม่ต้องใช้คนเลย<br><br>(3)<br><br>❌ มาดูข้อเสียของ Digital Product:<br><br>1) ลูกค้าบางคนอาจชอบของจับต้องได้มากกว่า เช่น ไม่ชอบ e-Book<br>2) แจกจ่ายง่ายถ้าเราไม่มีวิธีจัดการที่ดี เช่น คนซื้อแล้วส่งลิงค์ Google Drive ไปให้ลูกค้าเลย ลูกค้าก็ไปแจกจ่ายต่อได้<br>3) ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยี ถ้าระบบล่มก็ขายไม่ได้<br><br>(4)<br><br>สุดท้าย สิ่งที่ทำให้เราเลือกทำ Digital Product คือ ไม่ต้องใช้คนเยอะ เพราะอยากใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการทำ Digital Product ให้คุณภาพดี มากกว่ามาจัดการคน<br><br>ซึ่งอันนี้แล้วแต่คนชอบเลยครับ ชอบแบบไหนก็ไม่ผิด<br>แต่ถ้าชอบแนวนี้ บอกกันมาได้ เดี๋ยวเอามาเขียนเล่าอีก<br><br>(5 - จบจ้า)]]></content:encoded>
      <typefully:post_id>eFd7aju</typefully:post_id>
      <typefully:post_type>thread</typefully:post_type>
      <typefully:pinned>false</typefully:pinned>
      null
    </item>
  
    <item>
      <guid>https://typefully.com/woraperth/tax-in-australia-cThofXp</guid>
      <title>Tax in Australia</title>
      <description>ว่าด้วยเรื่องภาษีที่ออสหน่อย คือ หลายคนเห็นเงินเดือนที่ออสแล้วตาโต แต่ภาษีที่นี่เค้าเก็บแรงจริง เริ่มที่ประมาณ 32%

แปลว่าทำงาน 12 เดือน จ่ายภาษีไปซะ 3-4 เดือน 😭😭😭😭

ป.ล. ถ้าทำแบบไม่ประจำ อาจจะไม่ถึงเกณฑ์ที่ต้องจ่าย 32% แต่ถ้าทำประจำโดนเรทนี้++ ชัวร์ เพิ่มเติม ข้อดีของภาษีที่ออสเตรเลีย คือ รายได้ไม่ถึง $18k (ประมาณ 450k บาท) ไม่ต้องเสียภาษีเลย

หรือถ้าทำไม่ประจำ รายได้ $18…</description>
      <link>https://typefully.com/woraperth/tax-in-australia-cThofXp</link>
      <pubDate>Sat, 05 Nov 2022 08:17:08 GMT</pubDate>
      <content:encoded><![CDATA[ว่าด้วยเรื่องภาษีที่ออสหน่อย คือ หลายคนเห็นเงินเดือนที่ออสแล้วตาโต แต่ภาษีที่นี่เค้าเก็บแรงจริง เริ่มที่ประมาณ 32%<br><br>แปลว่าทำงาน 12 เดือน จ่ายภาษีไปซะ 3-4 เดือน 😭😭😭😭<br><br>ป.ล. ถ้าทำแบบไม่ประจำ อาจจะไม่ถึงเกณฑ์ที่ต้องจ่าย 32% แต่ถ้าทำประจำโดนเรทนี้++ ชัวร์<br><br>เพิ่มเติม ข้อดีของภาษีที่ออสเตรเลีย คือ รายได้ไม่ถึง $18k (ประมาณ 450k บาท) ไม่ต้องเสียภาษีเลย<br><br>หรือถ้าทำไม่ประจำ รายได้ $18k - $37k เสียภาษีแค่ 19%<br><br>ทั้งนี้ทั้งนั้น รายได้น้อยก็เสียภาษีน้อยจริง แต่ค่าเช่าบ้านไม่ได้ลดตามระดับรายได้นะ เสียเท่ากันอย่างเท่าเทียม 😔<br><br>เพิ่มเติมว่า ต่อปีนะครัช เลขด้านบน]]></content:encoded>
      <typefully:post_id>cThofXp</typefully:post_id>
      <typefully:post_type>thread</typefully:post_type>
      <typefully:pinned>false</typefully:pinned>
      null
    </item>
  
    <item>
      <guid>https://typefully.com/woraperth/money-management-6QgepLN</guid>
      <title>Money Management</title>
      <description>1 ใน quote ที่ทำให้เปลี่ยนมุมมองทางการเงิน และคิดว่าหลายคนมองข้ามไป (หรือทำเป็นมองข้าม) คือ:

เงินเหลือเก็บ = รายได้ - รายจ่าย

แปลว่าต่อให้เงินเดือน 100,000 แต่ถ้ารายจ่าย 90,000 ก็เหลือเก็บเท่าคนเงินเดือน 25,000 ค่าใช้จ่าย 15,000 อยู่ดี 😭

(1) อีก Quote ด้านการเงินที่ปลดล็อก คือ:

&quot;ซื้อประกัน = การันตีว่าเราจะจ่ายค่าดูแลสุขภาพปีนั้นเท่าไหร่&quot;

ก่อนหน้านี้ เรามองปร…</description>
      <link>https://typefully.com/woraperth/money-management-6QgepLN</link>
      <pubDate>Sat, 05 Nov 2022 01:40:32 GMT</pubDate>
      <content:encoded><![CDATA[1 ใน quote ที่ทำให้เปลี่ยนมุมมองทางการเงิน และคิดว่าหลายคนมองข้ามไป (หรือทำเป็นมองข้าม) คือ:<br><br>เงินเหลือเก็บ = รายได้ - รายจ่าย<br><br>แปลว่าต่อให้เงินเดือน 100,000 แต่ถ้ารายจ่าย 90,000 ก็เหลือเก็บเท่าคนเงินเดือน 25,000 ค่าใช้จ่าย 15,000 อยู่ดี 😭<br><br>(1)<br><br>อีก Quote ด้านการเงินที่ปลดล็อก คือ:<br><br>"ซื้อประกัน = การันตีว่าเราจะจ่ายค่าดูแลสุขภาพปีนั้นเท่าไหร่"<br><br>ก่อนหน้านี้ เรามองประกันว่าคล้าย ๆ ธุรกิจขายตรง ไม่ดี คนมาขายประกันคือหวังผลประโยชน์<br><br>ตอนนี้เรามองว่า ซื้อประกัน คือการันตีว่าทั้งปีเราจะเสียเงินให้ค่าสุขภาพกี่บาท<br><br>(2 - จบ)<br><br>แถมอีกข้อ จาก paychology of money ที่เพิ่งอ่าน คือ:<br><br>"คนจะรวยหรือจน เรื่องดวงก็เกี่ยวด้วย"<br><br>จริง ๆ ตอนแรกก็ไม่ค่อยเห็นด้วย เพราะไม่ค่อยเชื่อเรื่องดวง<br><br>แต่พออ่านเรื่อง เพื่อนบิลเกตต์ ที่เก่งคอมพอ ๆ กัน แต่ตายตอนมอปลาย เลยไม่ได้โตมาเปิด Microsoft<br><br>ก็เลยเห็นด้วยเลย<br><br>(3 - จบจริงจ้า)]]></content:encoded>
      <typefully:post_id>6QgepLN</typefully:post_id>
      <typefully:post_type>thread</typefully:post_type>
      <typefully:pinned>false</typefully:pinned>
      null
    </item>
  
    <item>
      <guid>https://typefully.com/woraperth/dataops-3HUP50r</guid>
      <title>DataOps</title>
      <description>อีกคอนเซปต์นึงที่คิดว่าน่าสนใจมากสำหรับสาย Data คือ DataOps

DataOps ย่อมาจาก Data Operations นี่เอง แต่มันคืออะไรกันนะ จะมาเล่าให้ฟังแบบเข้าใจง่าย ๆ ใน Thread นี้

อ่านจบแล้วจะรู้ว่า DataOps คืออะไร, เกิดมาแก้ปัญหาอะไร, มีอะไรบ้าง

ยาวนิด รีทวีตเก็บไว้อ่านกันโลด

(1) ในการทำงาน Data Science จะมีสองฝั่งใหญ่ ๆ ฝั่งแรก คือ Data Sources หรือ แหล่งข้อมูล =…</description>
      <link>https://typefully.com/woraperth/dataops-3HUP50r</link>
      <pubDate>Wed, 28 Sep 2022 13:58:52 GMT</pubDate>
      <content:encoded><![CDATA[อีกคอนเซปต์นึงที่คิดว่าน่าสนใจมากสำหรับสาย Data คือ DataOps<br><br>DataOps ย่อมาจาก Data Operations นี่เอง แต่มันคืออะไรกันนะ จะมาเล่าให้ฟังแบบเข้าใจง่าย ๆ ใน Thread นี้<br><br>อ่านจบแล้วจะรู้ว่า DataOps คืออะไร, เกิดมาแก้ปัญหาอะไร, มีอะไรบ้าง<br><br>ยาวนิด รีทวีตเก็บไว้อ่านกันโลด<br><br>(1)<br><br><img alt="Image" src="https://api.typefully.com/media-p/31c9f686-9fb4-4d2e-a906-1e4c6dcb0ec2/"><br><br>ในการทำงาน Data Science จะมีสองฝั่งใหญ่ ๆ ฝั่งแรก คือ Data Sources หรือ แหล่งข้อมูล = ที่มาของข้อมูล นั่นเอง<br><br>Data Source เป็นได้ทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นไฟล์, ฐานข้อมูล, Facebook, Google Analytics ฯลฯ ก็คืออะไรก็ได้ที่มีข้อมูลเก็บไว้นั่นแหละ<br><br>(2)<br><br>ถ้าอ่านโพสเรื่อง Reverse ETL มาแล้ว (หรือตามไปอ่านได้ที่ <a href="https://twitter.com/woraperth/status/1573559904815546368" target="_blank" rel="nofollow">https://twitter.com/woraperth/status/1573559904815546368</a>) จะได้รู้ว่า ETL = การนำข้อมูลมาเก็บในที่เดียวกัน เพื่อที่จะวิเคราะห์ได้ง่าย ๆ<br><br>ข้อมูลจาก Data Sources ต่าง ๆ ก็จะเข้ากระบวนการ ETL เพื่อส่งไปอีกฝั่ง นั่นคือ Data Users หรือผู้ใช้ข้อมูล<br><br>(3)<br><br>Data Users ในที่นี้ สามารถเป็นได้ทั้งคนในทีม Data เช่น Data Scientists นักวิทยาศาสตร์ข้อมูล, Data Analysts นักวิเคราะห์ข้อมูล ที่นำข้อมูลมาวิเคราะห์เพิ่มเติม<br><br>และคนนอกทีม Data เช่น ฝ่าย Management หรือ CEO, CTO, CFO ต่าง ๆ, ทีม Marketing, ทีม Sales ที่นำข้อมูลมาช่วยตัดสินใจ<br><br>(4)<br><br>สรุปคือ Data Science เขียนเป็นแผนผังได้ง่าย ๆ ว่า....<br><br>Data Sources ---&gt; ETL ---&gt; Data Users<br><br>หรือเป็นการทำให้ Data Users ได้รับ "คุณค่า" จากข้อมูลที่ดึงมาจาก Data Sources นั่นเอง<br><br>(5)<br><br>แต่ชีวิตชาว Data ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ // ร้องไห้แปป<br><br>อาจจะเคยได้ยินกันว่าชีวิตชาว Data Scientist 80% เสียไปกับการทำความสะอาดข้อมูล ซึ่งส่วนหนึ่งก็มาจากการที่ข้อมูลไม่มีคุณตะพาบ เอ้ย คุณภาพ<br><br>พอข้อมูลไม่มีคุณภาพ ทำให้ Data Users เริ่มไม่ชัวร์ว่าเชื่อถือข้อมูลได้มั้ย<br><br>(6)<br><br>พอ Data Users ไม่มีความเชื่อมั่น ก็ทำให้ Data Users ไม่กล้าเอาข้อมูลที่มีไปช่วยตัดสินใจ ทำให้ทีม Data เริ่มโดนไล่ออกทีละคน สองคน<br><br>คอนเซปต์ DataOps จึงเกิดขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาว่า ทำยังไงให้ควบคุม "คุณภาพ" ของการส่งมอบข้อมูลเพื่อให้ Data Users นำไปใช้ประโยชน์ต่อได้<br><br>(7)<br><br>DataOps เป็นฐานที่คอยซัพพอท Data Science อีกที<br><br>วาดเป็นแผนผังแบบเข้าใจง่าย ๆ ได้ประมาณนี้<br><br>Data Sources ---&gt; ETL ---&gt; Data Users<br>---------------------------------------------<br>--------------- &lt;DataOps&gt; ---------------<br>---------------------------------------------<br><br>(8)<br><br>คอนเซปต์ DataOps เป็นการร่วมมือกันของทั้งฝั่ง Data และ Business<br><br>1) ฝั่ง Business ต้องทำความเข้าใจการไหลของ Data, เครื่องมือต่าง ๆ ในองค์กร, และหาจุดที่ปรับปรุงให้ทำงานร่วมกันได้ดีขึ้น<br><br>2) ฝั่ง Data ต้องการทำให้การส่งคุณค่าให้ Data Users รวดเร็ว มีคุณภาพ มากที่สุด<br><br>(9)<br><br>งานของฝั่งทีม Data ในการทำ DataOps จะแบ่งเป็น 3 ส่วนหลัก ๆ<br><br>1) Automation ทำให้การทำงานเป็นอัตโนมัติ<br><br>Automation อันนี้จะเป็นในส่วนของการพัฒนาโค้ด ยิ่งระบบใหญ่ ๆ การจัดการโค้ดที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาด้วยคนแทบจะเป็นไปไม่ได้...<br><br>ถ้าไม่มากพอ แฮ่<br><br>(10)<br><br>จริงจังแปป<br><br>การทำ Automation ของ DataOps จึงมีการยืมคอนเซปต์จาก DevOps (เป็นอีกศาสตร์ที่เน้นด้านการทำให้การสร้าง Software ลื่นไหลดั่งสายน้ำ เกิดมาก่อน DataOps)<br><br>คอนเซปต์ที่ยืมมา คือ CI/CD ซึ่งเกี่ยวกับการเก็บโค้ด และการเช็คอัตโนมัติก่อนส่งโค้ดขึ้น Production<br><br>(11)<br><br>อีกคอนเซปต์ในการทำ Automation คือในส่วนของ Data Pipeline<br><br>Data Pipeline เป็นชื่อเรียกระบบที่ขนย้ายข้อมูลจากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่ง ไว้ทำ ETL นั่นเอง<br><br>การทำให้ Data Pipeline ทำงานได้อัตโนมัติ คือ ใช้เครื่องมือที่เราเรียกว่า Orchestration เข้ามาช่วย เช่น Apache Airflow ชื่อดัง<br><br>(12)<br><br>2) ส่วนต่อมาของ DataOps คือ Monitoring<br><br>การ Monitoring ไม่ได้ดูแค่ระบบ IT แต่ดูเรื่องค่าใช้จ่ายของระบบด้วย โดยเฉพาะในยุค Cloud ที่จ่ายเงินตามการใช้งานจริง<br><br>ส่วนระบบ IT เราต้องการสังเกตว่าระบบทำงานเป็นยังไง เพื่อที่จะได้เข้าใจหากเกิดปัญหา ว่าเกิดจากอะไร และแก้ไขได้ตรงจุด<br><br>(13)<br><br>3) ส่วนสุดท้ายของ DataOps คือ การทำ Testing หรือการทดสอบ<br><br>ในโลก Data มีทั้งการทดสอบโค้ด และทดสอบข้อมูล ใน Data Pipeline จึงต้องมีการเทสว่าข้อมูลมีอะไรผิดปกติมั้ย<br><br>รวมถึงต้องทำให้คนในทีม Data สามารถเทสได้อิสระ โดยไม่กระทบระบบหลัก หรือการทำ Dev แยกกับ Prod นั่นเอง<br><br>(14)<br><br>สุดท้ายนี้ อยากย้ำว่า<br><br>การทำ DataOps ไม่ใช่แค่เรื่องของเทคโนโลยี แต่เป็นเรื่องของ Culture ด้วย<br><br>- Reduce Heroism อย่าเก่งคนเดียว<br>- Team Sport & Blameless งดชี้นิ้วด่า ช่วยกันแก้ปัญหา<br>- Embrace Change ไม่มีอะไรเหมือนเดิมตลอดไป<br><br>(15)<br><br>จบเรื่อง DataOps แล้ว ขอบคุณที่อ่านมากันจนจบครับ<br><br>Thread อื่น ๆ ที่น่าสนใจ<br>- Data Maturity 3 ระดับในองค์กร <a href="https://twitter.com/woraperth/status/1566223471583334401" target="_blank" rel="nofollow">https://twitter.com/woraperth/status/1566223471583334401</a><br>- Data Engineer Type A & B ต่างกันยังไง <a href="https://twitter.com/woraperth/status/1571313257071378432" target="_blank" rel="nofollow">https://twitter.com/woraperth/status/1571313257071378432</a><br>- รีวิวงาน Data Consult ในออสเตรเลีย <a href="https://twitter.com/woraperth/status/1565660991685541888" target="_blank" rel="nofollow">https://twitter.com/woraperth/status/1565660991685541888</a><br><br>(16 - จบ)]]></content:encoded>
      <typefully:post_id>3HUP50r</typefully:post_id>
      <typefully:post_type>thread</typefully:post_type>
      <typefully:pinned>false</typefully:pinned>
      null
    </item>
  
    <item>
      <guid>https://typefully.com/woraperth/reverse-etl-Y4zjwQM</guid>
      <title>Reverse ETL</title>
      <description>Reverse ETL ถือเป็นคอนเซปต์ที่ค่อนข้างใหม่สำหรับสาย Data Engineering มากกกก แต่จริง ๆ เกิดขึ้นมาได้เพราะความต้องการของสาย Data x Marketing เลยนะ คิดว่าเป็นเรื่องที่ทั้งสาย Data และสาย Marketing น่ารู้

Thread นี้เดี๋ยวมาเล่าให้ฟังว่า Reverse ETL มันคืออะไร เกิดขึ้นมาได้ยังไง
(1) (2)
หลายคนอาจจะเคยได้ยินคำว่า ETL เป็นศัพท์สาย Data Engineering ย่อมาจา…</description>
      <link>https://typefully.com/woraperth/reverse-etl-Y4zjwQM</link>
      <pubDate>Sat, 24 Sep 2022 06:28:15 GMT</pubDate>
      <content:encoded><![CDATA[Reverse ETL ถือเป็นคอนเซปต์ที่ค่อนข้างใหม่สำหรับสาย Data Engineering มากกกก แต่จริง ๆ เกิดขึ้นมาได้เพราะความต้องการของสาย Data x Marketing เลยนะ คิดว่าเป็นเรื่องที่ทั้งสาย Data และสาย Marketing น่ารู้<br><br>Thread นี้เดี๋ยวมาเล่าให้ฟังว่า Reverse ETL มันคืออะไร เกิดขึ้นมาได้ยังไง<br>(1)<br><br><img alt="Image" src="https://api.typefully.com/media-p/0ac50b23-7877-47e8-bbab-030f769e551a/"><br><br>(2)<br>หลายคนอาจจะเคยได้ยินคำว่า ETL เป็นศัพท์สาย Data Engineering ย่อมาจาก Extract - Transform - Load<br><br>ETL คือ 3 ขั้นตอนที่สำคัญ ในการ<br>1. ดึงข้อมูลจากต้นทาง (Extract)<br>2. นำข้อมูลมาทำให้อยู่ในรูปแบบที่ใช้งานได้ (Transform)<br>3. เก็บข้อมูลให้เรียบร้อย (Load)<br><br>ป.ล. Reverse ETL != LTE<br><br><br>(3)<br>ETL เป็นขั้นตอนสำคัญที่ทำให้ข้อมูลจากหลากหลายที่ เข้ามาเก็บไว้ที่เดียวกัน เพื่อให้ Data Analyst / Data Scientist เอาข้อมูลไปวิเคราะห์ต่อได้ง่าย<br><br>ถ้ามีข้อมูลจากหลายระบบ เช่น เราขายของออนไลน์ มี Facebook, Google, Tiktok Ads จะดูว่าระบบไหนยอดขายดีกว่ากัน ต้องทำ ETL ให้รวมกัน<br><br>(4)<br>อีก Use Case ของการทำ Data Science จาก ETL ก็เช่น ค่ายโทรศัพท์อาจจะเอาข้อมูลส่วนตัวลูกค้า + ข้อมูลการซื้อ + ข้อมูลที่คุยกับ Call Center มาวิเคราะห์ดูว่าลูกค้าคนนี้มีโอกาสย้ายค่ายมากน้อยแค่ไหน เราเรียกการทำแบบนี้ว่า Churn Prediction<br><br>ทีนี้ก็เกิดปัญหา นั่นก็คือ...<br><br>(5)<br>การวิเคราะห์ข้อมูลที่ต้องใช้ข้อมูลจากหลายแหล่ง เช่น Churn Prediction จะเกิดขึ้นได้เฉพาะหลังการทำ ETL เท่านั้น<br><br>ถ้าเราจะส่งข้อมูลกลับไปให้ Call Center ว่าลูกค้าคนนี้มีโอกาสย้ายค่ายแค่ไหน เพื่อให้ Call Center เสนอโปรที่เหมาะสมให้ลูกค้า จะต้องใช้วิธีที่เรียกว่า Reverse ETL<br><br>(6)<br>การทำ Reverse ETL สามารถทำได้ง่าย ๆ เช่น อาจจะเขียนโปรแกรมด้วย Python เพื่อดึงข้อมูลไปใส่ในโปรแกรมที่ Call Center ใช้ก็ได้<br><br>หรือสามารถใช้พลังเงิน ซื้อโปรแกรมที่ขายอยู่ เช่น Hightouch, Census ซึ่งเค้า integrate กับระบบที่คนใช้บ่อย ๆ อย่าง Salesforce, Facebook Ads ฯลฯ ให้แล้ว<br><br>(7)<br>แต่ถ้าไม่ชอบเขียนเองหมด และไม่ชอบใช้พลังเงินด้วย วันนี้เจอ Open Source ตัวหนึ่งที่น่าสนใจ เกิดมาเพื่อทำ Reverse ETL โดยเฉพาะ ชื่อ Grouparoo น่าสนใจมาก<br><br>Grouparoo ใช้งานได้ฟรี ติดตั้งแล้วใช้ได้เลย เดี๋ยวลองแล้วเป็นยังไงเดี๋ยวมาอัพเดท *0*/<br><br>(8 - จบ)<br>จบ Thread อธิบาย Reverse ETL อ่านแล้วชอบ - ไม่ชอบยังไง พิมพ์มาบอกได้ จะได้ปรับปรุงใน Thread ต่อไปครับ<br><br>โดยรวมในมุมนักเขียนรู้สึกชอบดีที่เขียนเป็น Tweet เพราะมันพิมพ์ง่าย แต่ตอนเอาไปลงบลอคต้องขัดเกลาหน่อย ๆ<br><br>กราบสวัสดี]]></content:encoded>
      <typefully:post_id>Y4zjwQM</typefully:post_id>
      <typefully:post_type>thread</typefully:post_type>
      <typefully:pinned>false</typefully:pinned>
      null
    </item>
  
    <item>
      <guid>https://typefully.com/woraperth/data-engineer-type-a-vs-type-b-d58gGI9</guid>
      <title>Data Engineer Type A vs Type B</title>
      <description>เจอเกร็ดจากหนังสือ fundamental of data engineering อีกอันที่น่าสนใจ คือ เค้าบอกว่า Data Engineer แบ่งเป็น Type A กับ Type B

Thread นี้จะอธิบายความแตกต่างแบบสั้น ๆ
(1) Type A Data Engineer คือ Abstraction คือ สายใช้ทูลที่มีอยู่แล้ว ซึ่งสายนี้พบได้ในทุกองค์กร ในทุกระดับของ data maturity (อ่านได้ในทวีตที่แล้ว ว่าแต่ละระดับแตกต่างกันยังไงบ้าง)

(2) Typ…</description>
      <link>https://typefully.com/woraperth/data-engineer-type-a-vs-type-b-d58gGI9</link>
      <pubDate>Sun, 18 Sep 2022 01:40:48 GMT</pubDate>
      <content:encoded><![CDATA[เจอเกร็ดจากหนังสือ fundamental of data engineering อีกอันที่น่าสนใจ คือ เค้าบอกว่า Data Engineer แบ่งเป็น Type A กับ Type B<br><br>Thread นี้จะอธิบายความแตกต่างแบบสั้น ๆ<br>(1)<br><br>Type A Data Engineer คือ Abstraction คือ สายใช้ทูลที่มีอยู่แล้ว ซึ่งสายนี้พบได้ในทุกองค์กร ในทุกระดับของ data maturity (อ่านได้ในทวีตที่แล้ว ว่าแต่ละระดับแตกต่างกันยังไงบ้าง)<br><br>(2)<br><br>Type B Data Engineer คือ Build เป็นสายที่สร้างทูลขึ้นมาใช้เอง เหมาะกับองค์กรที่ data maturity อยู่ในระดับ 2 หรือ 3 (scaling กับ leading with data) ซึ่งเป็นด้านที่เหมาะกับองค์กรที่ทูลซื้อมาอาจจะไม่ตอบโจทย์ 100% แล้ว<br><br>(3)<br><br>เพิ่มเติมว่า Type B ซึ่งเป็นด้านที่เราทำงานอยู่ ฟังดูเหมือน Build แต่ของใหม่ตลอดเวลา แต่ชีวิตจริงก็ไม่ได้ทำแต่ Build เพราะอย่าลืมว่าทูลต่าง ๆ ก็ต้องมีการ Maintain ให้ใช้งานได้ในระยะยาวด้วย เพราะฉะนั้นงานของ Type B จะเป็น build กับ maintain ผสมกัน<br><br>(4 - จบ)]]></content:encoded>
      <typefully:post_id>d58gGI9</typefully:post_id>
      <typefully:post_type>thread</typefully:post_type>
      <typefully:pinned>false</typefully:pinned>
      null
    </item>
  
    <item>
      <guid>https://typefully.com/woraperth/data-consultant-hkmkXzA</guid>
      <title>Data Consultant</title>
      <description>ตอนนี้ทำงานด้าน Data ในออสเตรเลียมาเกือบ 4 ปีแล้ว เป็นงาน Consult ไปซะ 3.5 ปีแรก ก็เลยอยากมาเล่าเก็บไว้เป็นประสบการณ์ เรื่องข้อดี-ข้อเสียของงาน Consult ด้าน Data เผื่อใครสนใจทำ ในไทยมีบ ด้านนี้หลายที่อยู่ครับ

(1)  ข้อดี 1) คุณได้เรียนรู้สิ่งใหม่อยู่ตลอดเวลา เพราะวันดีคืนดีจะถูกจับไปอยู่โปรเจคที่คุณไม่มีความรู้เลย แล้วคุณก็ต้องเอาชีวิตรอดให้ได้ (เพื่อนที่ทำงานบอกว่า “เหมือน…</description>
      <link>https://typefully.com/woraperth/data-consultant-hkmkXzA</link>
      <pubDate>Fri, 02 Sep 2022 11:20:43 GMT</pubDate>
      <content:encoded><![CDATA[ตอนนี้ทำงานด้าน Data ในออสเตรเลียมาเกือบ 4 ปีแล้ว เป็นงาน Consult ไปซะ 3.5 ปีแรก ก็เลยอยากมาเล่าเก็บไว้เป็นประสบการณ์ เรื่องข้อดี-ข้อเสียของงาน Consult ด้าน Data เผื่อใครสนใจทำ ในไทยมีบ ด้านนี้หลายที่อยู่ครับ<br><br>(1) <br><br><img alt="Image" src="https://pbs.twimg.com/media/FbpYOPLakAAoOip.jpg"><br><br>ข้อดี 1) คุณได้เรียนรู้สิ่งใหม่อยู่ตลอดเวลา เพราะวันดีคืนดีจะถูกจับไปอยู่โปรเจคที่คุณไม่มีความรู้เลย แล้วคุณก็ต้องเอาชีวิตรอดให้ได้ (เพื่อนที่ทำงานบอกว่า “เหมือนเอาเด็กไปโยนลงน้ำ แล้วให้ว่ายน้ำเอง” ซึ่งทุกคนก็รอดมาได้ ต้องขอบคุณ บ 555+)<br><br>(2)<br><br>ฟังดูเหมือนเป็นข้อเสียนะ แต่จริง ๆ โคตรดี เพราะได้เรียนรู้ฟรี Training ต่าง ๆ บางอันหลักหมื่นบาท เค้าก็ส่งเราไปเรียนฟรี (บ ก็ได้เอาไปขายลูกค้าได้ด้วย วิน-วิน)<br><br>หรือพวกสอบ Certificate ของ Cloud เจ้าต่าง ๆ AWS, Google Cloud, Azure สอบรอบนึงก็ 5-6000 บาท เค้าจ่ายให้หมด<br><br>(3)<br><br>ที่สำคัญ คือ เวลาที่ใช้เรียน ก็เวลางาน 9 - 5 นี่แหละ แปลว่าเค้า "จ่ายเงินให้เราเรียน" แบบ 100%<br><br>ชีวิตนอกเวลางานก็ไปใช้ทำอะไรของเราได้เลย ไปวิ่งเล่น ออกกำลังกาย โยคะ อะไรก็แล้วแต่เรา<br><br>ดีกว่าเรียนฟรี คือ การเรียนฟรีและมีเงินเดือนให้ด้วย 💰🤑<br><br>(4)<br><br>ข้อดี 2) ได้ทำงานหลากหลายโปรเจค<br><br>ตอนเข้าไปเราทำเป็นแค่ Data Science แต่พออยู่ไปเรื่อย ๆ ได้แตะหมดเลย ทั้ง Data Engineering, DevOps, Data Visualization, Customer Data Platform ฯลฯ<br><br>โลกเปิดกว้างมากเมื่อหลงเข้าไปในดง Consult ถ้าชอบเรียนรู้แนะนำเลย<br><br>(5)<br><br>ข้อดี 3) ได้ลองทำงานกับหลากหลายบริษัท<br><br>งาน Consult มีหลายแบบ สำหรับบางโปรเจคเราอาจจะเข้าไปเป็นทีม ทำงานแต่กับคนจากบริษัทตัวเอง แต่บางโปรเจคก็เข้าไปอยู่เป็นทีมเดียวกับคนในบริษัทนั้นเลย<br><br>แปลว่าเราจะได้เรียนรู้ Office Politics ของทุกที่ บ ใหญ่, บ เล็ก, รัฐบาล มีครบ<br><br>(6)<br><br>ตอนช่วงโควิดระบาด มีโอกาสได้เข้าไปทำงานกับกรมสุขภาพที่ออสเตรเลีย ทำให้ได้รู้ว่าองค์กรรัฐบาลดูภายนอกเหมือนชิล เลิกงานก่อนเวลา แต่จริง ๆ ทำงานกันตั้งใจมาก เวลางานก็คือทำงาน เอาความสุขประชาชนมาก่อน<br><br>ก็เป็นประสบการณ์ที่แปลกใหม่ดี<br><br>(7)<br><br>พูดข้อดีไปเยอะแล้ว มาดูข้อเสียกันบ้าง<br><br>ข้อเสีย 1) คุณอาจจะไม่ได้ทำงานที่ชอบ หรืองานที่ถนัด<br><br>ผมเรียนจบด้าน Data Science มา แต่หลังจาก 6 เดือนแรก ก็ไม่ได้แตะ Data Science อีกเลย ได้แต่โปรเจคแนว Data Engineer, DevOps, Data Vis ฯลฯ แทน<br><br>ช่วงแรกเหนื่อย สักพักก็เริ่มรับสภาพได้ 55+<br><br>(8)<br><br>ข้อเสีย 2) ต้องเข้าใจลูกค้าเยอะ ๆๆๆๆๆๆๆ<br><br>ด้วยความที่เป็นงาน Consult เรามีแค่ความ Geek ด้านเทคโนโลยีอย่างเดียวไม่พอ ต้องมีใจรักบริการด้วย<br><br>ฟังลูกค้าเยอะ ๆ ให้รู้ว่าลูกค้าต้องการอะไร และทำความเข้าใจว่าธรรมชาติองค์กรเป็นแบบไหน เช่น องค์กรใหญ่อาจจะโปรเซสเยอะหน่อย<br><br>(9)<br><br>ที่สำคัญ คือ ต้องไม่ตามใจลูกค้า ชี้นกเป็นนก ชี้ไม้เป็นไม้หมด<br><br>เราต้องพยายามเข้าใจลูกค้า และเสนอ Solution ที่เราคิดว่าเหมาะสมที่สุด แล้วให้ลูกค้าตัดสินใจ<br><br>ซึ่งบางครั้งไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องหาให้เจอว่าเรื่องไหนต้องคุยกับใคร เพื่อให้งานเดินหน้า โดยเฉพาะในองค์กรใหญ่<br><br>(10)<br><br>ข้อเสีย 3) โปรเจคหนึ่งอาจจะใช้เวลานาน<br><br>ในโลกของงาน Consult การที่โดดเข้า-ออกโปรเจค หมุนวนทุก 6 เดือน เป็น Job Hopper เป็นเรื่องปกติมาก<br><br>แต่จะมีบางโปรเจคที่ยาวเป็นปี หรืออาจจะ 2 3 4 ปี ซึ่งคนทำงาน Consult อาจจะไม่ชอบ เพราะจะไม่ได้เรียนรู้อะไรใหม่เยอะ<br><br>(11)<br><br>ขอเสริมว่าตอนนี้ออกจาก บ Consult มาอยู่ บ เว็บไซต์ออกแบบแห่งหนึ่งที่มี Product ของตัวเอง เจอคนทำงาน 4 5 6 ปี เป็นเรื่องปกติ<br><br>ส่วนตัวคิดว่า เพราะการเป็น Consult ที่รู้สึกเติบโต มันต้องเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ตลอดเวลา เลยอยากทำงานกับหลาย บ เพื่อจะได้ลองทำงานหลายรูปแบบ<br><br>(12)<br><br>สุดท้ายนี้ ขอสรุปว่างาน Consult เป็นงานที่<br>1) ได้ลองทำหลายอย่างในเวลาอันสั้น<br>2) เติบโตไวมาก ๆ แต่สุดท้ายถ้าจะโตไปอีกขึ้น (ระดับ Director / Partner) ต้องขายโปรเจคเป็นนะ<br>3) ถ้าชอบเรียนรู้ เรียนฟรี สอบฟรี แนะนำเลย<br><br>ขอให้ทุกคนได้เจองานที่ดีนะครับ<br><br>(13 จบ)]]></content:encoded>
      <typefully:post_id>hkmkXzA</typefully:post_id>
      <typefully:post_type>thread</typefully:post_type>
      <typefully:pinned>false</typefully:pinned>
      null
    </item>
  
      </channel>
    </rss>
  